ชื่นชม..อย่างเนียนเพื่อซื้อใจคน
การพูดจาเอ่ยชมใครอย่างตรงไปตรงมานั้นอาจไม่ใช่เรื่องผิดนัก
เพราะคนเรานั้นล้วนต้องการชื่นชมยกย่อง แต่การเอ่ยชมตรงๆ
นั้นมักจะดูเป็นการตั้งใจชมหรือให้ยาหอมกันมากจนเกินไป
และอาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกกำลังถูกประจบก็เป็นได้
ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อเจ้านายเดินผ่านโต๊ะทำงานของคุณ คุณเอ่ยทักเจ้านายว่า
“สวัสดีค่ะเจ้านาย แหม! วันนี้เนกไทเท่ระเบิดเลยค่ะ”
แน่นอนว่าเจ้านายกต้องชอบ เพราะแสดงว่าคุณสนใจการแต่งกายของเขา
และเขาจะไม่แฮปปี้แน่ถ้าไม่เคยมีใครทักถึงเนกไทของเขาเลยตลอดเดือนเต็มๆ
แต่เมื่อเจ้านายเดินผ่านโต๊ะเพื่อนของคุณ เพื่อนคุณทักว่า “สวัสดีครับเจ้านาย เมื่อวานผมอ่านบทสัมภาษณ์ของเจ้านายในหนังสือจีเอ็ม ผมชอบมากเลยครับ”
เมื่อฟังแล้เจ้านายของคุณจะปลื้มมาก
แม้ลูกน้องไม่ได้เอ่ยว่าเจ้านายพูดได้ยอดเยี่ยมอย่างไร
แต่การชมอย่างแนบเนียนเช่นนี้ทำให้รู้สึกได้ว่าเป็นการชื่นชมของลูกน้อง
จริงๆ มิได้เป็นการประจบสอพลแต่อย่างไร
แต่แน่นอนว่าการชมแบบแรกก็ยังคงต้องใช้บ้างอย่างจริงใจและอย่าให้พร่ำเพรื่อ
การ
ชมในแบบหลังเป็นกาชมที่มีพลังกว่า
เพราะเจ้านายทราบถึงความรอบรู้กว่าขวางของคุณด้วย
จากการที่คุณอ่านนิตยสารแล้วพบบทสัมภาษณ์ทั้งๆ
ที่เจ้านายมิได้บอกกล่าวมากก่อน
หากรู้จักชื่นชมผู้อื่นอย่างแนบเนียน การพูดเพื่อจูงใจก็จะทำให้เกิดผลดีตามมา
การ
ชื่นชมอย่างแนบเนียน
คือการแสดงความปลื้มในผู้อื่นอย่างชื่นชมจริงใจมิใช่เอ่ยชมตรงๆ เช่น
ลูกน้องของคุณออกแบบเสื้อผ้าได้เก่งมาก แทนที่คุณจะเอ่ยชมตรงๆ ว่า “คุณออกแบบชุดนั้นได้สวยนะ” คุณควรกล่าวว่า “ชุดที่คุณออกแบบนั้นขายดีมากที่เดียว” การที่คุณเอ่ยเช่นนี้เท่ากับเป็นการเอ่ยชมนั่นเอง แต่ก็เป็นการจูงใจทางอ้อมด้วย
นัก
ออกแบบผู้นั้นจะเป็นปลื้มที่ได้ยินว่าผลงานของตนเองขายดี
และเขาก็จะรู้ด้วยตัวเองว่ามันแสดงว่าผลงานของเขาสวย
และเขาจะตั้งใจผลิตงานดีๆ มาให้คุณอีก
แต่การชมว่าออกแบบได้สวยนั้น
คนฟังก็จะเพียงดีใจที่เจ้านายชมเท่านั้น
หากทว่ามิได้มีผลอันเป็นพลังมากเท่ากับการชมในแบบที่ 2
ซึ่งเป็นการชื่นชมอย่างแนบเนียนเพื่อจูงในทางอ้อม