สำนวนไทย
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ที่มาของสำนวนไทย
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||
สำนวนไทยมีจำนวนมากมายและมีที่มาที่หลากหลายประการดังนี้
1. มีที่มาจากธรรมชาติ เป็นสำนวนที่เทียบเคียงมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ดังตัวอย่าง
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||
2. ที่มาจากวัฒนธรรมการดำรงชีวิต เช่น ปัจจัยสี่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย พาหนะ เป็นต้น ดังตัวอย่าง
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||
3.
ที่มาจากวัฒนธรรมทางสังคม เช่น การทำมาหากิน การกระทำ ประเพณี
การละเล่น การศึกษา การเมืองการปกครอง เป็นต้น ดังตัวอย่าง
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||
4. ที่มาจากวัฒนธรรมทางจิตใจ เช่นทางศาสนาและความเชื่อ ดังตัวอย่าง
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||
5.ที่มาจากวัฒนธรรมทางศิลปะ เช่น การแสดง ดนตรี เป็นต้น ดังตัวอย่าง
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555
สำนวนไทย
การพูดสุนทรพจน์
ระดับเสียง...ช่วยจูงใจผู้ฟัง
แม้พูดดังแต่พูดรัวก็ไม่ได้ผลดี เพราะคนเราจะสนใจในคำพูดที่ชัดถ้อยชัดคำ ไม่ต้องตะแคงหูคอยฟังอยู่ตลอดเวลานอก จากพูดเสียงดังแล้วก็ต้องฝึกพูดให้ชัดถ้อยชัดคำด้วย อย่าพูดรัวยากจะฟังได้ทัน ระดับน้ำเสียงที่มีขึ้นลงตามเนื้อหาของข้อความที่พูดก็เป็นเทคนิคสำคัญที่จะ ดึงดุดให้คนสนใจฟัง
เทคนิคการพูดที่มีจังหวะจะโคนที่ดีนั้นสามารถ ฝึกได้ไม่ยากลองสังเกตและศึกษาดูจากการพูดจาของนักพูดต่างๆ ทางทีวีและจากคนรอบข้างก็จะทำให้คุณเห็นข้อดีและข้อด้อยของการพูด
“การ ฝึกตัวเองด้วยการพูดกับคนรอบๆ ข้าง ก็จะทำให้คุณเป็นคนพูดเสียงดังฟังชัดและมีจังหวะจะโคนได้ดี และเมื่อต้องไปติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นอย่างเป็นงานเป็นการคุณก็จะทำได้ดีใน ที่สุด”
ชื่นชม..อย่างเนียนเพื่อซื้อใจคน
ชื่นชม..อย่างเนียนเพื่อซื้อใจคน
การพูดจาเอ่ยชมใครอย่างตรงไปตรงมานั้นอาจไม่ใช่เรื่องผิดนัก เพราะคนเรานั้นล้วนต้องการชื่นชมยกย่อง แต่การเอ่ยชมตรงๆ นั้นมักจะดูเป็นการตั้งใจชมหรือให้ยาหอมกันมากจนเกินไป และอาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกกำลังถูกประจบก็เป็นได้
ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อเจ้านายเดินผ่านโต๊ะทำงานของคุณ คุณเอ่ยทักเจ้านายว่า
“สวัสดีค่ะเจ้านาย แหม! วันนี้เนกไทเท่ระเบิดเลยค่ะ”
แน่นอนว่าเจ้านายกต้องชอบ เพราะแสดงว่าคุณสนใจการแต่งกายของเขา
และเขาจะไม่แฮปปี้แน่ถ้าไม่เคยมีใครทักถึงเนกไทของเขาเลยตลอดเดือนเต็มๆ
แต่เมื่อเจ้านายเดินผ่านโต๊ะเพื่อนของคุณ เพื่อนคุณทักว่า “สวัสดีครับเจ้านาย เมื่อวานผมอ่านบทสัมภาษณ์ของเจ้านายในหนังสือจีเอ็ม ผมชอบมากเลยครับ”
เมื่อฟังแล้เจ้านายของคุณจะปลื้มมาก
แม้ลูกน้องไม่ได้เอ่ยว่าเจ้านายพูดได้ยอดเยี่ยมอย่างไร
แต่การชมอย่างแนบเนียนเช่นนี้ทำให้รู้สึกได้ว่าเป็นการชื่นชมของลูกน้อง
จริงๆ มิได้เป็นการประจบสอพลแต่อย่างไร
แต่แน่นอนว่าการชมแบบแรกก็ยังคงต้องใช้บ้างอย่างจริงใจและอย่าให้พร่ำเพรื่อ
การ
ชมในแบบหลังเป็นกาชมที่มีพลังกว่า
เพราะเจ้านายทราบถึงความรอบรู้กว่าขวางของคุณด้วย
จากการที่คุณอ่านนิตยสารแล้วพบบทสัมภาษณ์ทั้งๆ
ที่เจ้านายมิได้บอกกล่าวมากก่อน
หากรู้จักชื่นชมผู้อื่นอย่างแนบเนียน การพูดเพื่อจูงใจก็จะทำให้เกิดผลดีตามมา
การ
ชื่นชมอย่างแนบเนียน
คือการแสดงความปลื้มในผู้อื่นอย่างชื่นชมจริงใจมิใช่เอ่ยชมตรงๆ เช่น
ลูกน้องของคุณออกแบบเสื้อผ้าได้เก่งมาก แทนที่คุณจะเอ่ยชมตรงๆ ว่า “คุณออกแบบชุดนั้นได้สวยนะ” คุณควรกล่าวว่า “ชุดที่คุณออกแบบนั้นขายดีมากที่เดียว” การที่คุณเอ่ยเช่นนี้เท่ากับเป็นการเอ่ยชมนั่นเอง แต่ก็เป็นการจูงใจทางอ้อมด้วย
นัก
ออกแบบผู้นั้นจะเป็นปลื้มที่ได้ยินว่าผลงานของตนเองขายดี
และเขาก็จะรู้ด้วยตัวเองว่ามันแสดงว่าผลงานของเขาสวย
และเขาจะตั้งใจผลิตงานดีๆ มาให้คุณอีก
แต่การชมว่าออกแบบได้สวยนั้น
คนฟังก็จะเพียงดีใจที่เจ้านายชมเท่านั้น
หากทว่ามิได้มีผลอันเป็นพลังมากเท่ากับการชมในแบบที่ 2
ซึ่งเป็นการชื่นชมอย่างแนบเนียนเพื่อจูงในทางอ้อม
การพูดโน้มน้าวใจ
การพูดโน้มน้าวใจ
1) พูดตามจุดมุ่งหมายของการพูดจรรโลงใจ ให้เหมาะกับสถานการณ์ โอกาส เวลาในการพูด
2) พูดโดยคำนึงถึงผู้ฟังผู้พูดควรพูดให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกที่สูงส่งดีงามและ ชี้ให้เห็นถึงอุดมคติ หรือให้เห็นแนวทางในการดำเนินชีวิตจะทำให้ได้รับคุณค่าและประโยชน์การฟัง
3) สร้างบรรยากาศในการพูด โดยแทรกอารมณ์ขันที่ทำให้ผู้ฟังผ่อนคลายหรือมีอารมณ์สุนทรี
4) ใช้ถ้อยคำภาษา อ้างอิง คำคม หรือยกตัวอย่างต่างๆ เป็นอุทาหรณ์ที่ชัดเจนและตรงกับประสบการณ์ ความสนใจ และทัศนคติของผู้ฟังประเภทและตัวอย่างการพูดจรรโลงใจการพูดจรรโลงใจแบ่งออก เป็น 3 ประเภท คือ
- พูดจรรโลงใจให้คลายทุกข์ การพูดจรรโลงใจให้บุคคลที่มีความทุกข์ได้คลายทุกข์จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทำให้บุคคลมีกำลังใจที่จะต่อสู้อุปสรรคต่อไป การพูดจรรโลงใจจึงช่วยปลุกปลอบใจให้ผู้มีความทุกข์ มีกำลังใจที่จะสร้างสรรค์ต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยไม่ท้อถอยแม้จะมีอุปสรรคสักเพียงใด
- พูดจรรโลงให้เพิ่มสุข การพูดจรรโลงให้ผู้ฟังมีความสุขการทำได้โดยการบอกเล่าเรื่องที่สนุกสนานแต่ มีสาระประโยชน์ผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกเพลิดเพลิน และมองเห็นโลกนี้สวยงามน่าอยู่ ในขณะเดียวกันก็ได้รับแนวคิดที่ดีจากการฟังอีกด้วยเรื่องที่นำมาพูดจรรโลงใจ ให้ผู้ฟังมีความสุข ได้แก่ นิทานสนุกๆ การแนะนำหนังสือหรือแนะนำให้ฟังเพลงหรือดูละคร การท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ เป็นต้น
- พูดจรรโลงใจให้คติข้อคิด การพูดจรรโลงใจให้คติข้อคิดแก่ผู้ฟัง เป็นการพูดที่ทำให้ผู้ฟังเกิดกำลังใจที่จะทำความดีหรือนำข้อคิดต่าง ๆ จากการฟังไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ได้การพูดให้คติข้อคิดมักจะมีลักษณะเป็น การพูดสั่งสอน หรือให้โอวาทในโอกาสสำคัญๆหรือเมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดขึ้น ซึ่งผู้พูดจะนำเอาเหตุการณ์นั้นมาบอกเล่าแก่ผู้ฟัง โดยมีจุดมุ่งหมายในการพูดเพื่อให้ผู้ฟังได้แง่คิดและนำข้อคิดต่าง ๆ ไปพิจารณา หรือนำไปปฏิบัติต่อไป
การเขียนเรียงความ
การเขียนเรียงความ
เรียงความ คือการใช้ศิลปะทางการเขียนร้อยแก้วแสดงความรู้สึกนึกคิด จินตนาการ
และความเข้าใจของผู้เขียนอย่างสละสลวย เรียงความจะต้องประกอบด้วยส่วนที่เป็นคำนำ
เนื้อเรื่อง และสรุป เรียงความที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
มีเอกภาพ คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หมายความว่าไม่ให้เขียนนอกเรื่อง มีสัมพันธภาพ คือ ความสัมพันธ์กัน หมายถึง ข้อความแต่ละข้อความหรือแต่ละย่อหน้าจะต้องมีสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน มีสารัตถภาพ คือ การเน้นสาระสำคัญของย่อหน้าแต่ละย่อหน้า และของเรื่องทั้งหมดโดยใช้ประโยคสั้น ๆ สรุปกินความทั้งหมดขอเพิ่มเติมเป็นการส่วนตัวค่ะ ก่อนเขียนเรียงความนั้นจะต้องตีโจทย์ให้แตกว่า ชื่อเรื่องที่เขาให้มานั้น หมายถึงอะไรเกี่ยวโยงกับอะไร ข้อมูลที่จะเขียนลงไปนั้นต้องถูกต้องชัดเจน ดังนั้นผู้เขียนจะต้องรู้ชัดรู้จริง
การเขียนคำนำ
เป็นการเกริ่นเรื่อง ขอย้ำว่าแค่เกริ่นนะคะอย่าลึก ใช้คำโอบความหมายกว้างๆ เช่น
เรียงความเรื่องแม่ของฉัน ควรกล่าวถึงแม่โดยทั่วไปก่อน เขียนให้กินใจ น่าอ่าน น่าติดตาม
แต่ยังไม่ควรเล่าว่า " แม่ของฉัน "เป็นอย่างไร
เนื้อเรื่อง
เนื้อเรื่องเป็นส่วนที่มีใจความสำคัญ ประเด็นสำคัญตามห้วข้อ ดังนั้นจะต้องเขียนให้ละเอียด
ครอบคลุม ชัดเจน เช่น เรื่องแม่ของฉัน ในย่อหน้าเนื้อเรื่องให้พรรณนาถึงพระคุณแม่
( เขียนในด้านบวก )
สรุป
กลับไปอ่านคำนำและเนื้อเรื่องและสรุปจบให้ไปในทิศทางเดียวกัน ขอแนะนำว่า ควรให้
ข้อแนะนำ หรือแนวคิดดีๆ แล้วลงท้ายด้วยประโยคที่น่าสนใจ
การเขียนเรียงความนั้นอาจจะขึ้นต้นย่อหน้าคำนำ หรือปิดท้ายในหัวข้อสรุป ด้วย กลอน
คติพจน์ วาทะ หรือคำขวัญ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้น่าติดตาม ( ถ้ายืมคำใครเขามาอย่าลืมอ้างอิง
นะคะ ) ภายในเรียงความควรประกอบด้วยโวหารหลายๆชนิด เพื่อให้ได้อรรถรสในการอ่าน ขั้นตอน
ในการเตรียมตัวเขียน นอกจากจะต้องเตรียมข้อมูลจัดทำโครงเรื่องแล้ว ควรเลือกใช้สำนวนโวหารให้
เหมาะกับเนื้อความที่ จะเขียน สำนวนโวหารในภาษาไทย แบ่งออกเป็น ๕ คือ
๑) บรรยายโวหาร
๒) พรรณนาโวหาร
๓) เทศนาโวหาร
๔) สาธกโวหาร
๕) อุปมาโวหาร
๑. บรรยายโวหาร คือ โวหารที่ใช้เล่าเรื่อง หรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามลำดับเหตุการณ์
การเขียนบรรยายโวหารจะมุ่งความชัดเจน เขียน ตรงไปตรงมา รวบรัด กล่าวถึงแต่สาระสำคัญ
ไม่จำเป็นต้องมีพลความ หรือความปลีกย่อยเสริม ในการเขียนทั่ว ๆ ไปมักใช้บรรยายโวหาร เพราะ
เหมาะในการติดต่อสื่อสารเนื่องจากสำนวนประเภทนี้มุ่งสาระเขียนอย่างสั้น ๆ ได้ความชัดเจน
๒. พรรณนาโวหาร มีจุดมุ่งหมายในการเขียนต่างจากบรรยายโวหาร คือมุ่งให้ความแจ่มแจ้ง
ละเอียดลออ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ซาบซึ้งเพลิดเพลินไปกับข้อความนั้นการเขียนพรรณาโวหารจึง
ยาวกว่าบรรยายโวหารมาก แต่มิใช่การเขียนอย่างเยิ่นเย้อ เพราะพรรณนา-โวหารต้องมุ่งให้ภาพ
และอารมณ์ ดังนั้น จึงมักใช้การเล่นคำ เล่นเสียง ใช้ภาพพจน์แม้เนื้อความที่เขียนจะน้อยแต่เต็มไป
สำนวนโวหารที่ไพเราะ อ่านได้รสชาติ
๓. เทศนาโวหาร หมายถึง โวหารที่มีจุดหมายแสดงความแจ่มแจ้งเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตาม
หรืออาจกล่าวได้ว่ามุ่งชักจูงให้ผู้อ่านคิดเห็นหรือคล้อยตามความคิดเห็นของผู้เขียนเทศนาโวหาร
จึงยากกว่าโวหารที่กล่าว
๔.สาธกโวหาร คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจน โดยการยกตัวอย่างเพื่ออธิบายให้แจ่มแจ้ง
หรือสนับสนุนความคิดเห็นที่เสนอให้หนักแน่น น่าเชื่อถือ สาธกโวหารเป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร
พรรณนาโวหาร
๕.อุปมาโวหาร หมายถึง โวหารเปรียบเทียบ โดยกตัวอย่าง สิ่งที่คล้ายคลึงกันมาเปรียบ
เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่า
อุปมาโวหาร คือ ภาพพจน์ประเภทอุปมานั่นเอง อุปมาโวหารใช้เป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร
พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เพื่อให้ชัดเจนน่าอ่าน โดยอาจเปรียบเทียบอย่างสั้น ๆ หรือ
เปรียบเทียบอย่างละเอียดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปมา โวหารนั้นจะนำไปเสริมโวหารประเภทใด
การเขียนเรียงความที่ดีนั้นควรตีกรอบความคิดของผู้เขียนเอาไว้อย่างชัดเจน เพราะจะทำให้งานเขียนไม่วกวน จนผู้อ่านเกิดความสับสนทางความคิด และที่สำคัญเรียงความจะต้องใช้ภาษาอย่างเป็นทางการ อย่าใช้ภาษาพูดเป็นอันขาดเพราะจะทำให้งานเขียนขาดความน่าเชื่อถือ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

