วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

สำนวนไทย

สำนวนไทย

     ที่มาของสำนวนไทย
 
 
          สำนวนไทยมีจำนวนมากมายและมีที่มาที่หลากหลายประการดังนี้
1. มีที่มาจากธรรมชาติ  เป็นสำนวนที่เทียบเคียงมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ   ดังตัวอย่าง
สำนวน
ที่มา
ความหมาย
กาฝาก
 ต้นไม้ที่เกาะเบียดเบียนอาศัยอาหารจากต้นใหญ่ เลี้ยงตัว แฝงกินอยู่กับผู้อื่นโดยไม่ได้ทำประโยชน ์อะไรให้
ก่อหวอด
 การวางไข่ของปลา  ปลาจะพ่นน้ำเป็นฟองเรียกว่า   หวอด  เพื่อให้ไข่ปลาอาศัยจน เป็นลูกปลา เริ่มจับกลุ่มเพื่อนทำการ อย่างใดอย่าง หนึ่ง
เข้าไต้เข้าไฟ เวลาใกล้ค่ำต้องจุดไต้ ให้แสงสว่าง เวลาพลบค่ำ
คลื่นกระทบฝั่ง
ทะเลมีคลื่นวิ่งเข้าหาฝั่งตลอดเวลา
เรื่องราวที่ครึกโครมขึ้นแล้วกลับเงียบ หายไป
คืบก็ทะเล  ศอกก็ทะเล แสดงถึงความน่ากลัวของทะเล สอนให้อย่าประมาทเพราะทะเล มีอันตราย  ทุกเมื่อ
ต้นไม้ตายเพราะลูก ธรรมชาติของต้นไม้บางชนิดเมื่อออกผลแล้วจะตาย  พ่อแม่ยอมเสียสละแม้ชีวิต เพื่อลูก
ติดร่างแห เวลาจับปลาด้วยแห ปลาน้อยใหญ่ก็จะติดแหมาด้วย  พลอยรับเคราะห์ไปด้วย
ตื่นแต่ไก่โห่ ธรรมชาติของไก่ย่อมขัน ในเวลาเช้ามืดเสมอ  ตื่นแต่เช้ามืด
ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ฟ้าอยู่สูงแผ่นดินอยู่ที่ต่ำ  คนทีทั้งที่สูงและที่ต่ำ
สนตะพาย การสนตะพาที่จมูกวัวควาย  เพื่อชักจูงไปได้สะดวก  ยอมให้ชักจูง
 
 
2. ที่มาจากวัฒนธรรมการดำรงชีวิต  เช่น  ปัจจัยสี่  อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ที่อยู่อาศัย  พาหนะ  เป็นต้น  ดังตัวอย่าง



 
สำนวน
ที่มา
ความหมาย
ก้นหม้อไม่ทันดำ การหุงข้าวกว่าก้นหม้อจะติดเขม่าดำกินเวลานาน  เลิกกันง่าย
ชุบมือเปิบ การกินข้าวด้วยมือ  ก่อนจะกิน อาหารจะเอา มือลงชุบน้ำ เพื่อล้างมือให้สะอาด และไม่ให้ข้าว ติดมือ  คนที่ไม่ช่วยทำพอถึงเวลา มารับประทาน      คนที่ฉวยประโยชน์จากคนอื่น โดยไม่ลงทุน ลงแรง
นุ่งเจียมห่มเจียม การแต่งกาย  แต่งตัวพอสมกับฐานะ
จุดไต้ตำตอ เวลาพลบค่ำจะจุดไต้เป็นเครื่องตามไฟ  พูดหรือทำสิ่งใดกับเจ้าของเรื่อง โดยผู้นั้น ไม่รู้ตัว
บ้านเมืองมีขื่อมีแป เรือนต้องมีขื่อสำหรับยึดหัวเสาเรือนตามขวาง  ส่วนแปเป็นไม้ยึดหัวเสาตามยาว  บ้านเมืองมีกฎหมายคุ้มครอง
ติเรือทั้งโกลน การทำเรือสมัยโบราณ  จะเหลาซุงทั้งต้นให้ เป็นรูปร่างก่อน  เรียกว่า  โกลน ตำหนิสิ่งที่ยังทำไม่เสร็จ
 
 
3.  ที่มาจากวัฒนธรรมทางสังคม  เช่น  การทำมาหากิน  การกระทำ  ประเพณี  การละเล่น  การศึกษา  การเมืองการปกครอง  เป็นต้น  ดังตัวอย่าง
 
 
สำนวน
ที่มา
ความหมาย
ไกลปืนเที่ยง ในรัชกาลที่ 5 เริ่มยิงปืนใหญ่เวลา 12.00 นาฬิกาในพระนคร ให้ได้รู้กันว่าเป็นเวลาเที่ยง คนที่อยู่ไกลออกไป คนบ้านนอก
ทำนาบนหลังคน อาชีพการทำนา การแสวงหาผลประโยชน์ ใส่ตนโดยขูดรีดผู้อื่น
ฝังรก  ฝังราก การทำขวัญทารกที่เกิดได้สามวัน  เอารกกับ มะพร้าว
ตั้งถิ่นฐานประจำ
คนตายขายคนเป็น การจัดงานศพ การจัดงานศพใหญ่โตทั้ง ๆ ที่ลูกหลานยากจน  ต้องไปกู้เงินมาทำศพ หลังงานศพ ต้องใช้หนี้ ได้รับ
ความลำบาก
ไม่ดูตาม้าตาเรือ การเล่นหมากรุก ไม่พิจารณาให้รอบคอบ
ความรู้ท่วมหัว  เอาตัวไม่รอด การศึกษา มีความรู้มากแต่ไม่รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์
เจ้าถ้อยหมอความ โวหารของนักกฎหมาย  หรือหมอความ(ทนายความ) ผู้ที่ใช้โวหารพลิกแพลงเช่นเดียวกับผู้ที่เป็น
หมอความ(ทนายความ)
นอนหลับทับสิทธิ์ การเมืองการปกครอง ไม่ไปใช้สิทธิ์ที่ตนเองมีอยู่เมื่อถึงคราวที่จะใช้
สู้จนเย็บตา การชนไก่  ไก่ถูกแทงจนหน้าตาฉีกก็เย็บ แล้วให้สู้อีก สู้จนถึงที่สุด สู้อย่างไม่ย่อท้อ สู่ไม่มีถอย
 
 
4. ที่มาจากวัฒนธรรมทางจิตใจ  เช่นทางศาสนาและความเชื่อ  ดังตัวอย่าง
 
 
สำนวน
ที่มา
ความหมาย
กรวดน้ำคว่ำขัน เวลาไปทำบุญแล้วกรวดน้ำอุทิศ ส่วนกุศล ตัดขาดไม่ขอเกี่ยวข้องด้วย
ผีซ้ำด้ำพลอย การนับถือผีบรรพบุรุษ ถูกซ้ำเติมเมื่อพลาดพลั้งลงหรือ
เมื่อคราวเคราะห์ร้าย
ปิดทองหลังพระ ทำเนียมการปิดทองคำเปลว
ที่พระพุทธรูป
ทำความดีแต่ไม่ได้รับการ
ยกย่องเพราะไม่มีใครเห็นคุณค่า
ขนทรายเข้าวัด การทำบุญก่อพระเจดีย์ทราย
ที่วัด
การหาประโยชน์ให้ส่วนรวม
บุญทำกรรมแต่ง การทำบุญ สร้างกรรม บุญหรือบาปที่ทำไว้ในชาติก่อนเป็นเหตุให้รูปร่าง หน้าตาหรือวิถีชีวิตของคนเราในชาตินี้ สวยงาม ดี ชั่ว
 
 
5.ที่มาจากวัฒนธรรมทางศิลปะ  เช่น  การแสดง  ดนตรี  เป็นต้น  ดังตัวอย่าง
 
 
สำนวน
ที่มา
ความหมาย
ประสมโรง การตั้งคณะละครโดยเอาตัวละครจากที่ต่าง ๆ มารวมกันเป็นโรง พลอยเข้าร่วมเป็นพวกด้วย
ชักใย การเล่นหุ่นและหนังตะลุง บงการอยู่เบื้องหลัง
นอกจอ การเล่นหนังใหญ่ ดีแต่เก่งอยู่ข้างนอก
คลุกคลีตีโมง การเล่นดนตรีปี่พาทย์ คลุกคลีพัวพันอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
โจ๋งครึ่ม สำเนียงการตีตะโพน การกระทำสิ่งใดอย่างเปิดเผย
 

มารยาทที่ดีในการพูดสาธารณะ


การพูดสุนทรพจน์

สุนทรพจน์ หมายถึง คำพูดที่ดีงาม ไพเราะจับใจ การพูดสุนทรพจน์มักมีในพิธีสำคัญ เช่น พิธีต้อนรับแขกเมืองคนสำคัญ พิธีได้รับตำแหน่งสำคัญ

ระดับเสียง...ช่วยจูงใจผู้ฟัง


การพูด ระดับของน้ำเสียงในการพูดนั้นเป็นหลักสำคัญของการพูดโดยทั่วไปแล้ว หากจะพูดเพื่อจูงใจก็ยิ่งต้องการเสียงที่ดังและชัดเจนเป็นสำคัญ ซึ่งการพูดด้วยเสียงเบาๆ หรือพูดจาไม่ชัดถ้อยชัดคำนั้นยากที่จะดึงดูดให้ใครตั้งใจฟังคุณ
แม้พูดดังแต่พูดรัวก็ไม่ได้ผลดี เพราะคนเราจะสนใจในคำพูดที่ชัดถ้อยชัดคำ ไม่ต้องตะแคงหูคอยฟังอยู่ตลอดเวลานอก จากพูดเสียงดังแล้วก็ต้องฝึกพูดให้ชัดถ้อยชัดคำด้วย อย่าพูดรัวยากจะฟังได้ทัน  ระดับน้ำเสียงที่มีขึ้นลงตามเนื้อหาของข้อความที่พูดก็เป็นเทคนิคสำคัญที่จะ ดึงดุดให้คนสนใจฟัง
เทคนิคการพูดที่มีจังหวะจะโคนที่ดีนั้นสามารถ ฝึกได้ไม่ยากลองสังเกตและศึกษาดูจากการพูดจาของนักพูดต่างๆ ทางทีวีและจากคนรอบข้างก็จะทำให้คุณเห็นข้อดีและข้อด้อยของการพูด
“การ ฝึกตัวเองด้วยการพูดกับคนรอบๆ ข้าง ก็จะทำให้คุณเป็นคนพูดเสียงดังฟังชัดและมีจังหวะจะโคนได้ดี และเมื่อต้องไปติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นอย่างเป็นงานเป็นการคุณก็จะทำได้ดีใน ที่สุด”

ชื่นชม..อย่างเนียนเพื่อซื้อใจคน

 

ชื่นชม..อย่างเนียนเพื่อซื้อใจคน 

การพูดจาเอ่ยชมใครอย่างตรงไปตรงมานั้นอาจไม่ใช่เรื่องผิดนัก เพราะคนเรานั้นล้วนต้องการชื่นชมยกย่อง  แต่การเอ่ยชมตรงๆ นั้นมักจะดูเป็นการตั้งใจชมหรือให้ยาหอมกันมากจนเกินไป และอาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกกำลังถูกประจบก็เป็นได้
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้านายเดินผ่านโต๊ะทำงานของคุณ คุณเอ่ยทักเจ้านายว่า “สวัสดีค่ะเจ้านาย แหม! วันนี้เนกไทเท่ระเบิดเลยค่ะ” แน่นอนว่าเจ้านายกต้องชอบ เพราะแสดงว่าคุณสนใจการแต่งกายของเขา และเขาจะไม่แฮปปี้แน่ถ้าไม่เคยมีใครทักถึงเนกไทของเขาเลยตลอดเดือนเต็มๆ
แต่เมื่อเจ้านายเดินผ่านโต๊ะเพื่อนของคุณ เพื่อนคุณทักว่า “สวัสดีครับเจ้านาย เมื่อวานผมอ่านบทสัมภาษณ์ของเจ้านายในหนังสือจีเอ็ม ผมชอบมากเลยครับ” เมื่อฟังแล้เจ้านายของคุณจะปลื้มมาก แม้ลูกน้องไม่ได้เอ่ยว่าเจ้านายพูดได้ยอดเยี่ยมอย่างไร แต่การชมอย่างแนบเนียนเช่นนี้ทำให้รู้สึกได้ว่าเป็นการชื่นชมของลูกน้อง จริงๆ มิได้เป็นการประจบสอพลแต่อย่างไร
แต่แน่นอนว่าการชมแบบแรกก็ยังคงต้องใช้บ้างอย่างจริงใจและอย่าให้พร่ำเพรื่อ
การ ชมในแบบหลังเป็นกาชมที่มีพลังกว่า เพราะเจ้านายทราบถึงความรอบรู้กว่าขวางของคุณด้วย จากการที่คุณอ่านนิตยสารแล้วพบบทสัมภาษณ์ทั้งๆ ที่เจ้านายมิได้บอกกล่าวมากก่อน
หากรู้จักชื่นชมผู้อื่นอย่างแนบเนียน การพูดเพื่อจูงใจก็จะทำให้เกิดผลดีตามมา
การ ชื่นชมอย่างแนบเนียน คือการแสดงความปลื้มในผู้อื่นอย่างชื่นชมจริงใจมิใช่เอ่ยชมตรงๆ เช่น ลูกน้องของคุณออกแบบเสื้อผ้าได้เก่งมาก แทนที่คุณจะเอ่ยชมตรงๆ ว่า “คุณออกแบบชุดนั้นได้สวยนะ” คุณควรกล่าวว่า “ชุดที่คุณออกแบบนั้นขายดีมากที่เดียว” การที่คุณเอ่ยเช่นนี้เท่ากับเป็นการเอ่ยชมนั่นเอง แต่ก็เป็นการจูงใจทางอ้อมด้วย
นัก ออกแบบผู้นั้นจะเป็นปลื้มที่ได้ยินว่าผลงานของตนเองขายดี และเขาก็จะรู้ด้วยตัวเองว่ามันแสดงว่าผลงานของเขาสวย และเขาจะตั้งใจผลิตงานดีๆ มาให้คุณอีก
แต่การชมว่าออกแบบได้สวยนั้น คนฟังก็จะเพียงดีใจที่เจ้านายชมเท่านั้น หากทว่ามิได้มีผลอันเป็นพลังมากเท่ากับการชมในแบบที่ 2 ซึ่งเป็นการชื่นชมอย่างแนบเนียนเพื่อจูงในทางอ้อม

การพูดโน้มน้าวใจ



การพูดโน้มน้าวใจ

1) พูดตามจุดมุ่งหมายของการพูดจรรโลงใจ ให้เหมาะกับสถานการณ์ โอกาส เวลาในการพูด
2) พูดโดยคำนึงถึงผู้ฟังผู้พูดควรพูดให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกที่สูงส่งดีงามและ ชี้ให้เห็นถึงอุดมคติ หรือให้เห็นแนวทางในการดำเนินชีวิตจะทำให้ได้รับคุณค่าและประโยชน์การฟัง
3) สร้างบรรยากาศในการพูด โดยแทรกอารมณ์ขันที่ทำให้ผู้ฟังผ่อนคลายหรือมีอารมณ์สุนทรี
4) ใช้ถ้อยคำภาษา อ้างอิง คำคม หรือยกตัวอย่างต่างๆ เป็นอุทาหรณ์ที่ชัดเจนและตรงกับประสบการณ์ ความสนใจ และทัศนคติของผู้ฟังประเภทและตัวอย่างการพูดจรรโลงใจการพูดจรรโลงใจแบ่งออก เป็น 3 ประเภท คือ
- พูดจรรโลงใจให้คลายทุกข์ การพูดจรรโลงใจให้บุคคลที่มีความทุกข์ได้คลายทุกข์จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทำให้บุคคลมีกำลังใจที่จะต่อสู้อุปสรรคต่อไป การพูดจรรโลงใจจึงช่วยปลุกปลอบใจให้ผู้มีความทุกข์ มีกำลังใจที่จะสร้างสรรค์ต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยไม่ท้อถอยแม้จะมีอุปสรรคสักเพียงใด
- พูดจรรโลงให้เพิ่มสุข การพูดจรรโลงให้ผู้ฟังมีความสุขการทำได้โดยการบอกเล่าเรื่องที่สนุกสนานแต่ มีสาระประโยชน์ผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกเพลิดเพลิน และมองเห็นโลกนี้สวยงามน่าอยู่ ในขณะเดียวกันก็ได้รับแนวคิดที่ดีจากการฟังอีกด้วยเรื่องที่นำมาพูดจรรโลงใจ ให้ผู้ฟังมีความสุข ได้แก่ นิทานสนุกๆ การแนะนำหนังสือหรือแนะนำให้ฟังเพลงหรือดูละคร การท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ เป็นต้น
- พูดจรรโลงใจให้คติข้อคิด การพูดจรรโลงใจให้คติข้อคิดแก่ผู้ฟัง เป็นการพูดที่ทำให้ผู้ฟังเกิดกำลังใจที่จะทำความดีหรือนำข้อคิดต่าง ๆ จากการฟังไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ได้การพูดให้คติข้อคิดมักจะมีลักษณะเป็น การพูดสั่งสอน หรือให้โอวาทในโอกาสสำคัญๆหรือเมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดขึ้น ซึ่งผู้พูดจะนำเอาเหตุการณ์นั้นมาบอกเล่าแก่ผู้ฟัง โดยมีจุดมุ่งหมายในการพูดเพื่อให้ผู้ฟังได้แง่คิดและนำข้อคิดต่าง ๆ ไปพิจารณา หรือนำไปปฏิบัติต่อไป

การเขียนเรียงความ

 

การเขียนเรียงความ

             เรียงความ คือการใช้ศิลปะทางการเขียนร้อยแก้วแสดงความรู้สึกนึกคิด จินตนาการ

และความเข้าใจของผู้เขียนอย่างสละสลวย       เรียงความจะต้องประกอบด้วยส่วนที่เป็นคำนำ 

 เนื้อเรื่อง  และสรุป เรียงความที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

               มีเอกภาพ คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หมายความว่าไม่ให้เขียนนอกเรื่อง มีสัมพันธภาพ คือ ความสัมพันธ์กัน หมายถึง ข้อความแต่ละข้อความหรือแต่ละย่อหน้าจะต้องมีสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน  มีสารัตถภาพ คือ การเน้นสาระสำคัญของย่อหน้าแต่ละย่อหน้า และของเรื่องทั้งหมดโดยใช้ประโยคสั้น ๆ สรุปกินความทั้งหมดขอเพิ่มเติมเป็นการส่วนตัวค่ะ  ก่อนเขียนเรียงความนั้นจะต้องตีโจทย์ให้แตกว่า ชื่อเรื่องที่เขาให้มานั้น หมายถึงอะไรเกี่ยวโยงกับอะไร ข้อมูลที่จะเขียนลงไปนั้นต้องถูกต้องชัดเจน ดังนั้นผู้เขียนจะต้องรู้ชัดรู้จริง


การเขียนคำนำ

         เป็นการเกริ่นเรื่อง ขอย้ำว่าแค่เกริ่นนะคะอย่าลึก ใช้คำโอบความหมายกว้างๆ เช่น

เรียงความเรื่องแม่ของฉัน      ควรกล่าวถึงแม่โดยทั่วไปก่อน เขียนให้กินใจ น่าอ่าน น่าติดตาม

แต่ยังไม่ควรเล่าว่า " แม่ของฉัน "เป็นอย่างไร



เนื้อเรื่อง


         เนื้อเรื่องเป็นส่วนที่มีใจความสำคัญ ประเด็นสำคัญตามห้วข้อ ดังนั้นจะต้องเขียนให้ละเอียด

ครอบคลุม ชัดเจน   เช่น เรื่องแม่ของฉัน ในย่อหน้าเนื้อเรื่องให้พรรณนาถึงพระคุณแม่

( เขียนในด้านบวก )



สรุป


         กลับไปอ่านคำนำและเนื้อเรื่องและสรุปจบให้ไปในทิศทางเดียวกัน ขอแนะนำว่า ควรให้

ข้อแนะนำ หรือแนวคิดดีๆ แล้วลงท้ายด้วยประโยคที่น่าสนใจ


          การเขียนเรียงความนั้นอาจจะขึ้นต้นย่อหน้าคำนำ หรือปิดท้ายในหัวข้อสรุป ด้วย กลอน

คติพจน์ วาทะ หรือคำขวัญ     เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้น่าติดตาม ( ถ้ายืมคำใครเขามาอย่าลืมอ้างอิง

นะคะ )     ภายในเรียงความควรประกอบด้วยโวหารหลายๆชนิด เพื่อให้ได้อรรถรสในการอ่าน  ขั้นตอน

ในการเตรียมตัวเขียน นอกจากจะต้องเตรียมข้อมูลจัดทำโครงเรื่องแล้ว ควรเลือกใช้สำนวนโวหารให้

เหมาะกับเนื้อความที่ จะเขียน สำนวนโวหารในภาษาไทย แบ่งออกเป็น ๕ คือ

๑) บรรยายโวหาร

๒) พรรณนาโวหาร

๓) เทศนาโวหาร

๔) สาธกโวหาร

๕) อุปมาโวหาร   

              ๑. บรรยายโวหาร คือ โวหารที่ใช้เล่าเรื่อง หรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามลำดับเหตุการณ์

การเขียนบรรยายโวหารจะมุ่งความชัดเจน เขียน ตรงไปตรงมา รวบรัด กล่าวถึงแต่สาระสำคัญ

ไม่จำเป็นต้องมีพลความ หรือความปลีกย่อยเสริม ในการเขียนทั่ว ๆ ไปมักใช้บรรยายโวหาร เพราะ

เหมาะในการติดต่อสื่อสารเนื่องจากสำนวนประเภทนี้มุ่งสาระเขียนอย่างสั้น ๆ ได้ความชัดเจน


             ๒. พรรณนาโวหาร มีจุดมุ่งหมายในการเขียนต่างจากบรรยายโวหาร คือมุ่งให้ความแจ่มแจ้ง

 ละเอียดลออ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ซาบซึ้งเพลิดเพลินไปกับข้อความนั้นการเขียนพรรณาโวหารจึง

ยาวกว่าบรรยายโวหารมาก แต่มิใช่การเขียนอย่างเยิ่นเย้อ เพราะพรรณนา-โวหารต้องมุ่งให้ภาพ

และอารมณ์ ดังนั้น จึงมักใช้การเล่นคำ เล่นเสียง ใช้ภาพพจน์แม้เนื้อความที่เขียนจะน้อยแต่เต็มไป

สำนวนโวหารที่ไพเราะ อ่านได้รสชาติ


                ๓. เทศนาโวหาร หมายถึง โวหารที่มีจุดหมายแสดงความแจ่มแจ้งเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตาม

หรืออาจกล่าวได้ว่ามุ่งชักจูงให้ผู้อ่านคิดเห็นหรือคล้อยตามความคิดเห็นของผู้เขียนเทศนาโวหาร

จึงยากกว่าโวหารที่กล่าว



               ๔.สาธกโวหาร คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจน โดยการยกตัวอย่างเพื่ออธิบายให้แจ่มแจ้ง

หรือสนับสนุนความคิดเห็นที่เสนอให้หนักแน่น น่าเชื่อถือ สาธกโวหารเป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร

 พรรณนาโวหาร

              ๕.อุปมาโวหาร หมายถึง โวหารเปรียบเทียบ โดยกตัวอย่าง สิ่งที่คล้ายคลึงกันมาเปรียบ

เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่า

อุปมาโวหาร คือ ภาพพจน์ประเภทอุปมานั่นเอง อุปมาโวหารใช้เป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร

พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เพื่อให้ชัดเจนน่าอ่าน โดยอาจเปรียบเทียบอย่างสั้น ๆ หรือ

เปรียบเทียบอย่างละเอียดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปมา โวหารนั้นจะนำไปเสริมโวหารประเภทใด

               การเขียนเรียงความที่ดีนั้นควรตีกรอบความคิดของผู้เขียนเอาไว้อย่างชัดเจน  เพราะจะทำให้งานเขียนไม่วกวน จนผู้อ่านเกิดความสับสนทางความคิด   และที่สำคัญเรียงความจะต้องใช้ภาษาอย่างเป็นทางการ  อย่าใช้ภาษาพูดเป็นอันขาดเพราะจะทำให้งานเขียนขาดความน่าเชื่อถือ